พ่อหลวง - tag ทำดีเพื่อพ่อ

posted on 09 Nov 2007 22:32 by deepindark

เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550
พวกเราในฐานะคนเขียนบล็อก/เว็บไดอารี่ ขอถวายพระพร
ให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลานามัยที่แข็งแรง

และพวกเราปรารถนาที่จะทำความดีคนละหนึ่งอย่าง เพื่อพ่อหลวง
ของพวกเรา Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อ คือการเขียนลงในบล็อก
ว่าตั้งใจจะทำความดีอะไรหนึ่งอย่างเพื่อพ่อ แล้วส่งต่อไปให้คนอื่น
อีก 5 คนเพื่อให้เขียนบล็อกแบบเดียวกัน

== กติกา ==

1. ให้ copy เนื้อหาในหัวข้อ Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อคืออะไร?
ที่อยู่ด้านบน และหัวข้อกติกานี้ นำไป paste ลงในบล็อกของคุณ

2. เขียนบอกว่าใครที่ tag มาหาคุณ โดยให้ทำลิงก์
ไปยังบทความที่ tag มาหาคุณด้วย เพื่อที่คนที่เข้ามาอ่าน
บทความของคุณ จะได้ตามไปอ่านบทความของคนที่ tag หาคุณได้

3. เขียนความดีหนึ่งอย่างที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อพ่อ
ถ้านึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ให้เข้าไปดูในเว็บ
Dogood.or.th

4. ให้ tag ไปหาคนอื่น อีก 5 คน เพื่อให้เขา
ทำเช่นเดียวกัน โดยให้ทำลิงก์ไปยังบล็อกของทั้ง 5 คน
และถ้าเจ้าของบล็อกเข้ามาเขียนบทความแล้ว ให้แก้ลิงก์ไปที่
ตัวบทความเลย คนที่เข้ามาอ่านบทความของคุณแล้วจะตามอ่าน
ของคนที่คุณ tag ไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาว่าบทความอยู่ที่ไหน

5. เข้าไปขอแบนเนอร์โครงการทำดีเพื่อพ่อจากเว็บ Dogood.or.th
แล้วนำมาติดในบทความที่คุณเขียน

6. เข้าไปแจ้งที่ Blog.macroart.net/dogood
ว่าคุณได้เขียนบทความทำดีเพื่อพ่อแล้ว

7. ข้อนี้สำคัญที่สุด เมื่อเขียนว่าจะทำดีอะไรแล้ว
ขอให้มีความตั้งใจมั่นและลงมือทำความดีที่เขียนไว้ให้สำเร็จ
สังคมเราจะดีขึ้นเพียงแค่ทุกคนช่วยกันทำความดีกันคนละเล็กคนละน้อย

 

1. ได้รับจาก พี่พาย (http://p-i-e.exteen.com/20071109/tag)

2.  ขอส่งต่อให้

พี่ทราย; http://blackdemon.exteen.com/

พี่โอ๊ะ; http://stepup.exteen.com/ <----พี่โอ๊ะ สเต็ปอัพหนูอ่านว่า สตีปั๊บ ทุกทีเลยอ่ะ ToT

คุณ จ๊ะเอ๋; http://ja-ae.exteen.com/

คุณ silly fake; http://sillyfake.exteen.com/

คุณ incomplete life; http://incomplete-life.exteen.com/ <---- โดนอีกแล้ว ขอโทษนะคะ

คุณ ปุ๊กกี้; http://pukkie.exteen.com/

และทุกคนที่บังเอิญเปิดมาอ่านหน้านี้นะคะ ขอให้ฝากที่อยู่บ้านของท่านไว้ แล้วรับของฝากจากบ้านหลังนี้ในวันนี้ไปด้วยนะคะ ถึงพี่ๆเพื่อนๆที่ข้าน้อยไม่ได้ส่ง tag ต่อ เนื่องจากเวลาเขียนวันนี้มีจำกัดมากๆค่ะ ถ้าพี่แวะมาและว่าง นะคะ รับไปด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็น พี่แอนดี้ พี่นันท์ พี่พลอยจ๋า คุณ minimart คุณกวีปีศาจ คุณ freedom line คุณ life style, และอีกหลายๆคน ที่แวะมาเจอ

 3. ความดีที่จะทำ ข้าน้อยขอเริ่มด้วยการพัฒนาตนเอง ให้ได้และให้ดี ตอนนี้ข้าน้อยอาจจะเป็นคนดีเพียงสามส่วนต่อวัน ในขณะที่ เป็นคนเลวซะ เจ็ด

๑) รักษาศีลห้าให้ครบ ( บางท่านอาจจะถามว่า นี่เธอรักษาไม่ครบเหรอ, รู้สึกจะขาดข้อการโกหก พูดเพ้อเจ้อไปอ่ะค่ะ เพราะจ้อเยอะเหลือเกิน)

๒) รู้อารมณ์ ตนเอง และระงับให้ได้ ไม่ทะเลาะกับผู้อื่น (ไม่ค่อยได้ทะเลาะหลอกค่ะช่วงนี้นอกจาก ไปเถียงข้างๆคูๆ ตามบอร์ดที่เราเห็นแล้วไม่ชอบความคิดนั้นอ่ะค่ะ) ฝึกรู้อารมณ์นั้นถ้าใครอยากทำ ขอให้ไปที่ เวบพี่แอนดี้นะคะ (http://anucsf.exteen.com/)

๓) อดออมค่ะ รู้จักเพียงพอในสิ่งที่เรามีแล้ว และทำบัญชีให้รู้สำนึกตัวซะ (เอ่ออันนี้ว่าตัวเองอยู่อ่ะจ๊ะ)

๔) สวดมนต์ก่อนเข้านอนนะคะ ทำความดีแล้วไม่ว่าเราจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงไหน แต่เมื่อเราเรียกว่าเป็นความดีที่เราทำเพื่อพ่อ ก็อย่าลืมถวายให้ท่านก่อนนอนทุกคืนนะคะ

 

ขอตามด้วยบทความดีๆ จากชีวิตของฝรั่งคนหนึ่งที่มาอยู่เมืองไทย บังเอิญ ไปอ่านเจอในเวบเอ็มไทยค่ะ;

ยาวหน่อยนะคะ แต่พออ่านแล้วก็รู้สึกว่า เขาเข้าใจ ความพอเพียงได้เเจ้งใจมากกว่าคนไทยอย่างข้าน้อยอีกค่ะ

 วิธีคิดไม่ธรรมดาของมาร์ติน วีลเลอร์
 " แม้เติบโตจากระบบทุนนิยม แต่แนวคิดกลับแปลกแยกอย่างสิ้นเชิง
 แม้เป็นชาวอังกฤษ แต่มุมมอง "ความเป็นไทย"กลับเฉียบคมยิ่ง ๑๒ ปีในเมืองไทย
 หล่อหลอมฝรั่งคนนี้เป็นคนไทย เกือบสมบูรณ์ กว่าคนไทยอีกหลายคน....."
 ประวัติ
 
 ชื่อ Martin Wheeler อายุ ๔๒ ปี เป็นชาวอังกฤษ เมือง Bllackpool
 ปริญญาตรีเกียรตินิยม ภาษาละติน จาก London University
 ภรรยา นางรจนา วีลเลอร์ ชาวขอนแก่น บุตร ๓ คน
 ๑. ด.ช.อิริค วีลเลอร์ (Eric Wheeler) อายุ ๘ ขวบ
 ๒. ด.ญ.แอนนี่ วีลเลอร์ (Anne Wheeler) อายุ ๖ ขวบ
 ๓. ด.ช.ดิเรก วีลเลอร์ (Derek Wheeler) อายุ ๖ เดือน
 
 
 ผมเป็นชาวอังกฤษ
 เกิดในครอบครัวที่ฐานะดีพอสมควร พ่อจบปริญญาเอก
 เป็นผู้จัดการบริษัทเกี่ยวกับสารเคมี ยาฆ่าแมลง มีลูกน้อง ๒๐,๐๐๐กว่าคน
 แม่จบปริญญาตรี เป็นครูสอนเปียโนกับไวโอลิน
 ผมจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่งภาษาละติน
 ครั้งแรกเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
 ปีที่ ๓ ผมย้ายไปเรียน มหาวิทยาลัยลอนดอน และจบที่นั่น
 ผมไม่ชอบเคมบริดจ์ เพราะเป็น แบบโบราณ
 อังกฤษเป็นประเทศเก่าแก่มาก สมัยโบราณเป็นระบบศักดินา มีขุนนาง
 และ ชาวบ้านเป็นขี้ข้า ทุกวันนี้แม้ยกเลิกระบบนั้นแล้ว
 แต่ที่เคมบริดจ์ยังเจอวัฒนธรรม แบบขุนนาง เป็นสังคมเล็กๆ
 ผ่านมา ๒๐๐-๓๐๐ ปีแล้ว แต่ไม่รับรู้อะไร ไม่เข้าใจชาวบ้าน
 เขาคิดแต่เรื่อง สังคมเล็กๆ ของเขาในกลุ่มคนชั้นสูง
 เป็นพวกหอคอยงาช้าง ที่ผมเรียนได้คะแนนดี
 เพราะพ่อแม่ของผม บังคับให้เรียนหนังสือ
 ส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่อายุ ๒ ขวบครึ่ง
 สอบไปเรื่อยๆ เพิ่มไอ.คิว. ให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้
 ผมเรียนสูงจนได้เกียรตินิยม เพราะพ่อแม่มีเงินช่วย
 ไม่เกี่ยวกับความฉลาดเฉพาะตัว
 
 
 ปฏิวัติค่านิยมเก่า
 ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องเงิน ไม่อยากมีรถยนต์ ไม่อยากมีบ้านใหญ่
 อยากมีบ้านเล็กๆ อยากมี ครอบครัวเล็กๆ ที่มีความสุข
 ไม่สนใจเรื่องวัตถุ ผมอยากอยู่แบบง่ายๆ
 เมื่อก่อน ไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร แต่ตอนนี้รู้ว่า เขาเรียกมักน้อย สันโดษ
 ที่อังกฤษเขาว่าผมบ้า เป็นเด็กนิสัยเสีย เพราะพ่อแม่ส่งให้เรียนหนังสือ
 แต่ไม่เอาความรู้ไปหาเงิน เขาหาว่า เด็กที่ไม่คิดทำงานนั้น นิสัยเสีย
 
 
 หลังจากเรียนจบแล้ว ผมก็เอาปริญญาให้พ่อแม่ตามที่ท่านอยากได้
 แล้วผมก็ไปทำงานก่อสร้าง แบกอิฐแบกปูนอยู่ ๑๐ ปี
 ช่วงนั้นชาวบ้านบอกว่า ผมบ้าแน่ครับ
 แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากเรียนรู้ชีวิต อยากรู้จักตัวเอง
 ว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด มีความอดทนมั้ย
 ทำในสิ่งที่เราไม่น่าจะทำได้มั้ย
 ท้าทายตัวเองบ้าง อยากผ่านชีวิตที่ลำบากบ้าง
 
 
 ผมอยู่ในสังคมของคนมีเงิน เขาจะพูดถึงแต่เรื่องเงิน
 คุณมีรถยี่ห้ออะไรบ้าง? มี่กี่คัน? คุณมีบ้านใหญ่ขนาดไหน? ลูกของคุณเรียนที่ไหน?
 เอาลูกมาแข่งขันกัน จบจากที่ไหนบ้าง? จบจากเคมบริดจ์ดีกว่าจบจากมหาวิทยาลัยลอนดอน
 แต่ผมกลับคิดว่า ชีวิตน่าจะมีอะไร มากกว่านั้น ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร
 แต่ที่รู้แน่ๆ คือไม่ใช่เงิน ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ปริญญา ต้องมีสิ่งอื่น
 ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ผมก็เลยมาลองแบกอิฐ แบกของหนักไว้ก่อน
 เดินแบกอิฐไปมา วันละสาม-สี่พันเที่ยว มันอิสระ เรามีเวลาคิด
 ได้รู้จักคนอื่น และได้สร้างความเข้มแข็ง ให้ร่างกาย
 แล้วจิตใจเราก็เข้มแข็งขึ้นด้วย
 
 
 ชาวบ้านธรรมดาที่อังกฤษนั้น จริงๆ เขาลำบากกว่าคนไทยมาก
 เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้เห็น ชีวิตของชาวบ้านที่อังกฤษแย่มาก
 คนที่นั่น ๖๐% ไม่มีบ้าน
 ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา จะไม่ได้เป็น เจ้าของบ้าน
 ต้องไปเช่าบ้านจากเจ้านายตลอดชีวิต
 ๙๘%ไม่มีใครมีที่ทำกิน แล้วก็อยู่ในเมือง
 เป็นขี้ข้าเขาหมด แม้แต่เป็นผู้จัดการก็เป็นขี้ข้าด้วย
 เพราะไม่มีใครพึ่งตนเอง ไม่มีใครมีที่ทำกิน
 จะไปทำอะไร ช่วยตัวเองก็ไม่ได้ จะไปสุขอะไรก็ไม่ได้
 ต้องไปหาเงิน ชีวิตอยู่กับเงินอย่างเดียว เงินเยอะ ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดี
 ได้เงินน้อยคุณภาพชีวิตก็ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่
 
 
 พ่อแม่และผม
 ถามว่าชีวิตของพ่อมีความสุขมั้ย? ผมคิดว่าไม่
 ผมคิดว่าพ่ออยากได้บางสิ่งบางอย่าง
 เขาได้เงินเดือน เยอะมาก ได้รับบำเหน็จบำนาญ
 เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในชุมชน มีตำแหน่ง
 มีเกียรติยศอะไรอีกเยอะแยะ
 แต่ผมคิดว่าพ่อไม่มีความสุข เพราะว่าวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ไปทำงานที่โรงงาน
 ตกเย็นไปประชุมอีก กลับบ้านสามทุ่มสี่ทุ่ม ไม่ได้เจอเมียเจอลูก
 วันเสาร์อาทิตย์พ่อก็ปวดหัว อยากพักผ่อน พ่ออยากอยู่คนเดียว
 ไม่ให้ใครรบกวน
 พ่อมีเมีย และลูกสามคน แต่พ่อไม่ค่อยได้เห็นลูกเห็นเมีย
 สมัยที่ผมอายุสิบสามขวบ
 ผมไม่ได้คุยกับพ่อ แม้แต่คำเดียวเกือบปีครึ่ง
 เห็นเมื่อไหร่ก็เจอพ่อปวดหัวตลอด
 คิดหนัก อาชีพของพ่อ ต้องใช้สมองมาก ผมว่ามันเป็นกรรมพันธุ์ด้วย
 ผมก็ปวดหัวบ่อยเหมือนกัน (หัวเราะ) ชอบคิดมาก ตอนนี้หายแล้ว
 แม่เข้าใจผม แต่ไม่เห็นด้วยที่ผมมาเมืองไทย
 
 
 แม่เสียชีวิต ผมได้มรดกนิดๆ หน่อยๆ มีเวลาที่จะไปเที่ยว
 ผมเคยวางแผนไว้ในใจว่าจะเที่ยว ๑ ปี จะไปในประเทศ ที่ผมไม่เคยไปมาก่อน
 เช่น ไทย ลาว เขมร พม่า มาเลย์ เวียดนาม อินโด ออสเตรเลีย
 คิดว่าจะไปออสเตรเลียเพราะเป็นประเทศเปิด ไม่ค่อยมีกฎระเบียบ เหมือนอังกฤษ
 แต่ก็ยังไม่ได้ไปตามแผนที่วางไว้ ประเทศแรกที่ผมมาคือประเทศไทย
 
 
 ผมไม่ใช่ครูฝรั่ง
 สมัยก่อนผมนิสัยเสีย ชอบกินเหล้า ชอบเที่ยว ชอบสนุก เงินที่ผมเก็บไว้
 ๑ ปี ภายใน ๒ เดือนใช้หมดเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ผมอยู่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕
 ผมอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีเงิน แม้แต่บาทเดียว ไปหางานทำ
 อาชีพอย่างเดียวที่เราทำได้ คือเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ จริงๆแล้ว
 ผมไม่ได้เป็นครูหรอก ผมสอนไม่เป็น แต่คนไทยเห็นฝรั่ง จะบอกว่าฝรั่งทุกคน
 เป็นครูสอนภาษา ซึ่งมันไม่จริง
 ฝรั่งส่วนมากไม่ได้เป็นครู ที่กรุงเทพฯ เขาจ้างผมให้เป็นครู
 เอาเสื้อผ้าดีๆ เนคไทดีๆให้ใส่ เขาบอกว่า คุณเป็นครูนะ
 แล้วเขาก็ส่งผมเข้าห้องเรียนเลย
 ความจริงฝรั่งที่เขาเรียกครูนั้น ไม่มีใครเคยสอนหนังสือ แม้แต่คนเดียว
 และบางครั้ง ก็ไม่ใช่คนอังกฤษด้วย มีคนหนึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส
 พูดภาษาอังกฤษผมฟังไม่รู้เรื่อง แม้แต่คำเดียว คนไทยก็แปลกดีเหมือนกัน
 เขาให้เงินเดือนผมเดือนละ ๓ หมื่นบาท ไปนั่งเฉยๆ ผมก็ละอายใจ
 ไม่อยากรับ ผมคิดมาก ปวดหัวทั้งวันทั้งคืน เพราะถ้าเราทำงานอะไรในชีวิต
 เราต้องได้ผล สมมุติมีคนมาจ้างเรา ๑๐๐ บาทแบกอิฐ ผมจะรับแน่เพราะว่า
 ผมแบกอิฐแผ่นนั้น จากโน่นไปที่นู่น ผมทำได้แน่ครับ แล้วผมก็จะเอาเงินของคุณไป
 แต่เวลาผมเป็นครูสอนภาษา มันไม่ได้ผลหรอก ผมสอนไม่เป็นเอาเงินให้ผมเฉยๆ
 ผมก็รู้สึกว่า ไม่น่าจะเอา ผมไม่ได้ทำ ประโยชน์อะไร คุ้มค่าเงินนะ
 
 
 เงินไม่ทำให้ผมมีความสุข
 ผมมีอุดมการณ์เล็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ

 ๑. ถ้าเราทำงานอะไร ต้องทำในสิ่งที่เรามีความสุข
 ๒.จะไม่ทำงานที่ต้องผูกเนคไท
 ๓.จะไม่มีกระเป๋าเอกสารเพราะว่าเหมือนสังคมของพ่อแม่ผม เขาจะทำงานแบบนั้น

 ทุกคนมีเสื้อนอก มีรถยนต์ มีเอกสาร แต่เขาไม่ค่อยมีความสุขหรอก
 ผมเอาสิ่งนี้ มาเป็นสัญลักษณ์ แห่งการทำงานที่ไม่มีความสุข
 มีช่วงเดียวเท่านั้นที่ผมทรยศต่อชีวิตตัวเองคือ
 ช่วงที่ผมเป็นครูอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมต้องผูกเนคไท
 ผมทำในสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดเลย เพื่อเงินอย่างเดียว
 ทำอยู่ประมาณ ๑๑ เดือน
 ชีวิตไม่มีความสุข เหมือนอยู่ที่อังกฤษ คือทำงานอะไรก็ได้ ขอให้มีเงิน
 แต่ไม่มีความสุข แล้วก็เอาเงินไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องไปเที่ยว ไปกินเหล้า
 ไปสูบบุหรี่ ยาเสพติดทุกชนิดผมเอาหมด ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม
 แม้แต่อยู่กรุงเทพฯ ก็ยังทำอยู่ ถึงได้เงินเยอะ แต่ไม่รู้ว่า จะเอาไปทำอะไร
 เพราะเงินไม่ช่วยให้เรามีความสุข
 
 
 หันเหชีวิตสู่แนวทางที่วาดหวังไว้
 ผมเจอภรรยา เธอมาจากจังหวัดขอนแก่นอยู่กรุงเทพฯ ไม่นานก็มีลูก
 ผมเริ่มคิดหนัก แต่ก่อน อยู่คนเดียวไม่มีปัญหา
 มีความสุขหรือไม่มีก็คนเดียว ไม่ยากหรอก
 เมื่อมีเมียมีลูก มันต้อง รับผิดชอบผู้อื่นด้วยจะไปนั่งกินเหล้าเฉยๆ
 ไม่ได้หรอก คิดว่าทำอย่างไร ให้เมียกับลูกอยู่ได้ ผมรู้แน่ๆ
 ถ้าผมอยู่ในสังคมเมือง และทำงานแบบนี้ ผมจะเป็นคนแย่มาก
 จะกินเหล้า สูบบุหรี่ ติดยา เที่ยวอย่างเดียว
 จึงตัดสินใจตัดตัวเองออกจากสังคมเมืองไปอยู่บ้านนอก
 แฟนผม มาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดขอนแก่น
 ช่วงปีใหม่ผมไปเที่ยวบ้านของแม่ยายเห็นว่า เป็นธรรมชาติดี
 
 
 ต้องเข้าใจว่าคนอังกฤษอยู่บ้านนอกไม่ได้เพราะชนบทมีพื้นที่นิดเดียว
 พวกขุนนางยึดหมด คนยากจน จึงอยู่ชนบทไม่ได้ ต้องไปอยู่ในเมืองที่สกปรก
 แออัด คนอังกฤษที่ยังรวยไม่ถึงขั้น เช่นพ่อของผม มีเงินเยอะ
 แต่ก็ยังรวยไม่ถึงขั้น เพราะยังอยู่ในเมือง วัดจากคนที่อยู่
 กลางเมือ